ปลาหิมะ ปนเปื้อนสารปรอท อันตรายถึงขั้นสมองฝ่อ

()

พบสารปรอทในปลาหิมะจากอุรุกวัย  เกินมาตรฐานถึง 1 เท่า พร้อมขึ้นบัญชีดำเป็นอาหารกักกัน เตือนปลาลอตเดียวกันกระจายสู่ตลาดแล้ว หวั่นลูกค้ารับสารปรอท ชี้อันตรายถึงสมองฝ่อ  แขนขาไม่มีแรงคล้ายคนพิการ จี้รัฐควบคุมอาหารทะเลนำเข้า  แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)จะมีการกล่าวเตือนสารพิษที่ผสมในอาหารชนิดต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง 

 แต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อย.ได้สั่งเปรียบเทียบปรับบริษัทนำเข้าปลาหิมะ  อาหารทะเลนำเข้าราคาแพง หลังตรวจพบสารปรอทในปริมาณสูงเกินกว่ามาตรฐาน 1 เท่า  และขึ้นบัญชีดำเป็นอาหารกักกัน  แต่ปลาหิมะที่เหลือในตู้
คอนเทนเนอร์เดียวกันไม่ทราบว่า  ได้กระจายไปยังร้านอาหารหรือผู้บริโภคอย่างไรบ้าง

นายเสน่ห์ ดิษฐอ่วม เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาการรถไฟลาดกระบัง  ให้ข้อมูลว่า เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่ได้สุ่มตรวจอาหารทะเลแช่แข็งนำเข้าของบริษัทนำเข้า-ส่งออกแห่งหนึ่ง  ซึ่งนำเข้าปลาหิมะจากประเทศอุรุกวัย  และที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการตรวจปลาหิมะนำเข้าจากประเทศนี้มาก่อน  โดยสุ่มหยิบปลาหิมะแช่แข็ง 1 ตัว ส่งไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจว่ามีสารตกค้างอันตรายหรือสารโลหะหนักหรือไม่

" ปกติการสุ่มตรวจ 1  ตัวจากทั้งหมดเป็นการทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อยู่แล้ว  แต่จำไม่ได้ว่าในตู้คอนเทนเนอร์นั้นมีปลาหิมะอยู่จำนวนเท่าไร  เพราะแต่ละวันต้องสุ่มตรวจอาหรแช่แข็งจำนวนมาก จำได้เพียงว่าไม่เคยตรวจปลาหิมะแช่แข็งจากอุรุกวัยมาก่อน  เลยส่งตัวอย่างไปให้ห้องแล็บกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจหาสารอันตรายทุกชนิด เช่น  สาร ปรอท ตะกั่ว ฟอร์มาลิน ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พอรู้ว่ามีสารปรอทถึง 1.06  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  ซึ่งถือว่าสูงมากเพราะมาตรฐานกำหนดให้ปนเปื้อนสารปรอทได้ไม่เกิน 0.5  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จึงส่งเรื่องไปที่ฝ่ายนิติกรเพื่อให้แจ้งข้อหาไปที่บริษัทนำเข้า  แต่เราก็ไม่รู้ว่าปลาหิมะที่ไม่ได้สุ่มตรวจนั้นกระจายส่งไปขายที่ไหน
แล้ว บ้าง"  นายเสน่ห์กล่าว

เจ้าหน้าที่ด่าน อย.ลาดกระบัง อธิบายเพิ่มเติมว่า  แม้จะไม่สามารถติดตามปลาหิมะที่ปนเปื้อนสารปรอทชุดที่แล้วได้  แต่ในอนาคตจะขึ้นบัญชีดำของระบบกักกัน หมายความว่าตามกฎระเบียบ  อย.หากตรวจพบสารปรอทเกินมาตรฐาน 1 ครั้งในอาหารประเภทใดแล้วก็ตาม  อาหารประเภทนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำ  หากนำเข้าครั้งต่อไปต้องถูกสุ่มตรวจสอบทุกตู้จนปลอดภัยครบ 3 ครั้ง  จึงจะหลุดออกจากบัญชีรายชื่อในระบบกักกัน เช่นเดียวกับปลาหิมะจากอุรุกวัย  หากมีการขออนุญาตนำเข้าก็ต้องสุ่มตรวจก่อนหากปลอดภัยครบ 3 ครั้ง  จึงจะออกจากระบบกักกัน  แต่ช่วงนี้ยังไม่พบการนำเข้าปลาชนิดนี้จากอุรุกวัยแต่อย่างใด

ด้านเจ้าหน้าที่กลุ่มกฎหมายและยา อย.กล่าวว่า ขณะนี้  อย.ได้สั่งปรับบริษัทนำเข้าปลาหิมะจากอุรุกวัยแล้ว  ถือเป็นกรณีแรกที่ตรวจพบสารปรอทจากปลาหิมะแช่แข็ง จึงสั่งปรับผู้ดำเนินกิจการ 5,000 บาท และสั่งปรับบริษัทอีก 5,000 บาท รวมเป็น 1 หมื่นบาท  จึงอยากเตือนให้ผู้ที่นิยมบริโภคปลาชนิดนี้ระวังสารปรอทตกค้างด้วย  เพราะเป็นสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  นอกจากปลาหิมะแล้วยังตรวจพบสารปรอทในเห็ดหอมอีกด้วย

ขณะที่พนักงานบริษัทนำเข้า-ส่งออกเจ้าของปลาหิมะสารปรอทยอมรับว่า  มีการนำเข้าปลาหิมะจากอุรุกวัยจริง  ซึ่งบริษัทเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงมีสารปรอทเจือปน  เพราะที่ผ่านมาไม่เคยถูกสุ่มตรวจสอบมาก่อน  พร้อมกันนี้พนักงานคนเดิมอ้างว่าปลาหิมะชุดนั้นได้ถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว

นพ.ณรงค์ สายวงศ์ ผู้อำนวยการกองโภชนาการ กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงอันตรายจากการกินอาหารปนเปื้อนสารปรอทว่า  จะมีการสะสมในร่างกายโดยเฉพาะสารปรอทที่เป็นโลหะหนัก  จะมีอันตรายต่อสมองและอวัยวะต่างๆ  สำหรับปลาหิมะปนเปื้อนสารปรอทหากนำมาบริโภคเป็นปลาดิบก็จะยิ่งอันตราย  เพราะร่างกายได้รับสารตะกั่วโดยตรง หากไม่แน่ใจว่าปลานำเข้าชนิดใดปลอดภัยหรือไม่  ให้กินปลาไทยแทน เพราะสารอาหารไม่ต่างกันมาก มีทั้งโปรตีนและโอเมก้า 3

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ  อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  "ปลาหิมะที่มีการปนเปื้อนสารปรอทเกินมาตรฐานถึง 1 เท่า ถือว่ามีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะกับผู้ที่กินบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะสารปรอทจะเข้าไปสะสมในร่างกาย  และส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบปราสาท ทำให้สมองฝ่อ แขนขาอ่อนแรง คล้ายคนพิการ  สารปรอทเป็นสารโลหะหนัก ถ้าปนเปื้อนในอาหารแล้ว  ไม่ว่าจะนำอาหารไปปรุงรสหรือผ่านความร้อนก็ไม่สามารถทำให้สารปรอทหายไปได้  ยิ่งไปกว่านั้นตับและไตที่มีหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายก็แทบจะไม่  สามารถขับสารปรอทออกจากร่างกายได้

ถ้าตรวจพบว่าปลาหิมะนำเข้าจากต่างประเทศมีสารปรอทปนเปื้อนอยู่จริงต้องรีบ  ออกมาเตือนประชาชน เพราะคนที่กินอาหารที่มีสารปรอทผสม  จะไม่รู้ตัวและไม่มีอาการอะไรเลย จนกระทั่งร่างกายสะสมจนถึงระดับหนึ่งสารปรอทค่อยๆ  สะสมเป็นก้อนใหญ่จับตัวกับเนื้อเยื่อในระบบประสาท  จนส่งผลให้กลายเป็นโรคสมองฝ่อหรือร่างกายพิการ  เพราะฉะนั้นการนำเข้าอาหารทะเลแช่แข็งทุกชนิด รัฐบาลต้องเข้มงวด  และระมัดระวังตรวจสอบความปลอดภัยจากสารพิษทุกประเภท" นักวิจัยด้านอาหารกล่าว

โรคมินามาตะ (MINAMATA)  เป็นโรคที่เกิดจากพิษสารปรอทที่สะสมในร่างกาย ทำอันตรายต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ  ถ้าสะสมไว้ในปริมาณมากก็จะทำให้ตายได้ พบครั้งแรกที่เมืองมินามาตะประเทศญี่ปุ่น  เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียที่มีสารปรอทเจือปนลงในอ่าวมินามาตะ  สารปรอทจึงเข้าไปสะสมอยู่ในปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ  ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นนำปลาและสัตว์ทะเลมา
รับประทาน  จนประชาชนบริเวณอ่าวมินามาตะกว่า 2,000 คนมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง  ระบบกล้ามเนื้อถูกทำลาย ประสาทตาและหูเสื่อม  โดยตรวจพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้รายแรกเมื่อปี 2499  มีผู้เสียชีวิตจากโรคมินามาตะแล้วกว่า 2,000 คน

 

Subscribe to ThaiHerbClinic.com feed