ขิงสด ขิงแห้ง ขิงแคลง
ในตำรับยาไทยที่เกี่ยวข้องกับตัวยาใช้บำรุงธาตุ ส่วนใหญ่จะมีตัวยาในกลุ่มพิกัด เบญจกูลรวมอยู่ด้วย ผู้ที่อยู่ในวงการแพทย์แผนไทยย่อมทราบดีว่า พิกัดเบญจกูล ประกอบด้วยตัวยาห้าตัว คือ ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง และเหง้าขิงแห้ง
ตัวยาสี่ตัวแรก ไม่มีคำถามว่าเป็นตัวยาตัวใด จะมีก็แต่เหง้าขิงแห้ง ให้เป็นที่สงสัยว่า คำว่าเหง้าขิงแห้งนั้น คือขิงสดที่ตากแห้ง หรือเป็นตัวยาคนละชนิดกันมีชื่อว่าเหง้าขิงแคลง ต่อมาเสียงเพี๊ยนเป็นเหง้าขิงแห้ง
สรรพคุณของขิงสดตากแห้ง กับเหง้าขิงแห้ง นั้นแตกต่างกัน
คัมภีร์สรรพคุณยา เรื่องเกี่ยวกับพิกัดตรีผลา ตรีกฏุก ตรีสาร กล่าวไว้ว่า
ขิงแห้งนั้น มีรสอันหวาน ย่อมแก้พรรดึก แก้ไข้จับ แก้นอนมิหลับ แก้ลมพานไส้ แก้ลมแน่นในทรวง แก้ลมเสียดแทงคลื่นเหียน
ขิงสดนั้น มีรสหวาน ร้อน เผ็ด เหง้าจำเริญอากาศธาตุ ดอกแก้โรคอันบังเกิดแต่ดวงหทัย ใบแก้กำเดาให้บริบูรณ์ ต้นสกัดลมสลสู่คูถทวาร รากแก้เสียงให้เพราะ แลเจริญอาหาร
คัมภีร์สรรพคุณยา เรื่องเกี่ยวกับไม้มีคุณเสมอกัน กล่าวไว้ว่า
คุณขิงแห้ง แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ แก้ไอลึกในทรวงอก
ขิงสด มีรสเผ็ดร้อน แก้ลมในกองไฟธาตุให้กระจายเสีย แก้ลมพรรดึก แก้จุกเสียด แก้โรคในอก เจริญอาหาร แก้ไข้ 10 ประการให้สมบูรณ์
เป็นที่น่าสังเกตว่า ขิงแห้ง กับขิงสด นั้นเป็นตัวยาคนละตัว อาจมีข้อโต้แย้งว่า เหง้าขิงสดตากแห้งก็กลายเป็นเหง้าขิงแห้ง ในกรณีนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า ในคัมภีร์แพทย์แผนไทย ไม่มีที่ใดจะแยกสรรพคุณตัวยาสดและสรรพคุณตัวยาแห้งให้แตกต่างกัน
ดังนั้นคำว่าขิงสด และขิงแห้ง จึงน่าจะเป็นสมุนไพรต่างชนิดกัน และมีข้อบ่งใช้ต่างกัน
ขิงแห้ง น่าจะเป็นตัวเดียวกับ ขิงแคลง ซึ่งมีการปลูกที่ระยอง จันทบุรี และทางใต้ มีลักษณะเป็นแง่งเล็ก ไหลไปตามพื้นดินปนทราย ชอบขึ้นบนคบไม้ ลักษณะแห้งๆ คนภาคใต้จึงเรียกว่า ขิงแห้ง ภาคตะวันออกเรียกว่าขิงแคลง แต่เสียงอาจเพี้ยนเป็นขิงแห้งไป
ขิงแคลงนี้ มีกลิ่นหอม รสปร่าเหมือนรสข่าใหญ่ ไม่เหมือนกลิ่นของขิงสด เนื้อในสีเหลืองอ่อนซีด ใช้ขับลมได้ดี
ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตในการปรุงยาที่มี เบญจกูล หรือตรีกฏุก หรือบางตำรับที่เขียนว่าขิงแห้ง ถ้าไปใช้เหง้าขิงแห้งจากขิงสดซึ่งนิยมใช้กันในขณะนี้ จะทำให้สรรพคุณยาที่แท้จริงของเบญจกูล หรือตรีกฏุกเปลี่ยนไป กล่าวคือ จะได้ยาที่มีรสร้อนเกินไป เพราะรากเจตมูลเพลิงนั้นร้อนมาก ถ้าใช้ขิงสดแห้ง ก็จะเพิ่มความร้อน สังเกตได้ว่าทานขิงมากๆทำให้ร้อนในได้ แต่หากใช้เหง้าขิงแคลงซึ่งกระจายลมได้ดีกว่า จะทำให้รสร้อนของเจตมูลเพลิงกระจายทั่วร่างกาย หรือหากไม่มีเหง้าขิงแคลง ก็ใช้เหง้าขิงสดแห้งได้ในอัตราส่วนครึ่งหนึ่งของสูตรยาเดิม
เรื่องนี้เสนอให้แพทย์แผนไทยพิจารณาดู เพราะการให้ยาร้อนเกินไปสำหรับคนไข้ในภูมิประเทศร้อนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องระวัง
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 1618 ครั้ง

ขิง ชนิดใด
ถ้าในตำรับยาใช้คำว่า ขิง จะหมายถึง ขิงอะไร
ขิง, ขิงสด คือ ขิงปรุงอาหาร
ถ้าในตำรับยาใช้คำว่า ขิง หมายถึง ขิงที่เราใช้ปรุงอาหาร อาจจะเป็นเหง้าขิงชนิดนี้ที่ตากแห้ง ถ้าเป็นยาแห้ง ในบางตำรับใช้คำว่า ขิงสด ก็หมายถึง ขิงปรุงอาหาร ควรพิจารณาว่ายาที่ปรุงเป็นยาต้มหรือยาบดแห้ง หากเป็นยาต้มก็ใช้ขิงสด ยังไม่ตากแห้ง หากเป็นยาบดแห้ง ใช้คำว่าขิงสด ก็หมายถึงขิงที่ตากแห้ง
ความเห็นค
ความเห็นคล้ายหมอมา ขิงแคลงจะเป็นขิงประเภทหนึ่งที่แยกไปจากขิงที่เรากินกัน เหมือนข่าลิงแยกไปจากข่าที่เรากินกันฉันนั้น แต่ขิงแห้งก็คือขิงตากแดด อบแห้งนั่นเอง โบราณระบุขิงแห้งไว้เพราะส่วนผสมในสูตรไม่เท่ากัน อย่างเช่น ยาเบญจกูล ระบุขิงแห้งเสมอภาค ถ้าจะใช้ขิงสดก็อาจจะอนุโลมได้แต่น้ำหนักขิงสดต้องมากกว่าตัวยาอื่นๆ อยากรู้ว่ามากแค่ไหนก็ลองเอาขิงสดมาชั่งน้ำหนักดู แล้วนำไปตากแห้งแล้วชั่งดูก็จะรู้ว่าน้ำหนักหายไปเท่าไร คิดเป็นร้อยละการสูญเสียน้ำหนักเท่าไร
จากหลวงพ่
จากหลวงพ่อพระมหามาติณ ถีนิติ นศ ปโท มหิดล
จากหัวข้อของโยมตามข้างล่างนี้
"ถ้าในตำรับยาใช้คำว่า ขิง หมายถึง ขิงที่เราใช้ปรุงอาหาร อาจจะเป็นเหง้าขิงชนิดนี้ที่ตากแห้ง ถ้าเป็นยาแห้ง ในบางตำรับใช้คำว่า ขิงสด ก็หมายถึง ขิงปรุงอาหาร ควรพิจารณาว่ายาที่ปรุงเป็นยาต้มหรือยาบดแห้ง หากเป็นยาต้มก็ใช้ขิงสด ยังไม่ตากแห้ง หากเป็นยาบดแห้ง ใช้คำว่าขิงสด ก็หมายถึงขิงที่ตากแห้ง"
อาตมาภาพมีความเห็นว่า
เรื่องเหง้าขิงห้ง ในฐานะที่เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณของสมาคมแพทย์แผนโบราณวัดมหาธาตุทะเบียน รุ่น ๒๕๓๑ เพื่อพัฒนาความรู้ในด้านการรักษาแบบปรัชญาการในประเด็นแบบแพทย์ทางเลิอก เมื่อมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้น
พบว่า หมอแผนไทยชนิดภูมิปัญญาไทยชาวบ้านที่เคยใกล้ชิดนั้น เหง้าขิงนั้นคือใช้แห้งมิได้ใช้สด ตัวยาตัวนี้มีความสำคัญมากต่อสูตรยาเบญจกูลที่รู้จักกันดี ขออนุญาตตีความ ว่าเหง้าขิงแห้งคืออะไรตามความเข้าใจตามตำรา และเหง้าขิงอื่นอีก เพราะขิงมีหลายชนิดต่างกัน แต่ในที่นี้เอาคำกำจัดความว่า "เหง้าขิงแห้ง"ตามโบราณ ในที่นี้แห้งคือไม่สด ถ้าไม่สดคือไม่แห้ง ความหมายตรงตัว เพราะฉะนั้นตามตำรายาไทยขนานเบญจกุลเป็นส่วนประกอบนั้น มักพบเสมอว่าเป็นเหง้าขิงแห้งแน่นอน เพราะเคยเห็นหมอยาแผนไทยบ้านนอก ๒ ท่าน คือหมอหวัด และปู่ช่วง เมื่อใครไปขอยาท่าน จะพบว่าตัวขิงนั้นเขาจะไปขุดและนำตากให้แห้งก่อน แล้วจึงนำลงหม้อยา และเสกปักด้วยกะเหลว (กะเหลวเป็นรูปไผ่จักตอก และดัดเป็นรูปธงของชาวยิวรูปดาวเดวิด นัยว่าเมื่อปักกะเหลวนี้ลงหม้อขณะต้มยาแล้ว ในหม้อยาเพชยาธรจะได้ไม่เยี่ยวรด ท่านกล่าวยืนยันกับหลวงพ่ออย่างนั้นก่อนตาย ตาหวัดตายชราภาพ ส่วนปูช่วงมรณภาพเมื่ออายุ ๑๐๙ ปี
ตอนแรกไม่เคยคิดเรื่องนี้ ว่าขิงคืออะไร แต่จะถามท่านว่า ตำเสา นำมันงุเหลือมใช้ทำอะไร ฝางเสน คืออะไร อะไรบ้างเข้ายา ส่วนขิงนี้มองข้ามไปไม่ได้ถาม สำหรับขิงใช้เหง้า ๆ คือหัวของมัน ใช้หัวที่เป็นเหง้าที่ขุดจากดินจากข้างครัวทีเดียว และนำมาล้างก่อนตากหรือตากก่อนล้าง คือตากให้แห้งก็ใช้ได้ หลวงพ่อชอบฉันขิง เพราะขิงเป็นยาลมและยาธาตุชั้นดี สำหรับตัวยาเอง ชาวบ้านบอกว่าแกงก็อร่อย
แต่มาพบในบอร์ดนี้ ทำให้เขวไปว่า อะไรคือขิง การใช้ยิงมีประเด็นอื่นอีก แสดงว่าถ้าใช้ตรงประเด้นที่คิดพบกันใหม่ขึ้นมาอีก คุณภาพคุณค่าของยาต้องมีดีกรีสูงขึ้นมาอีกอย่างนั้น
การใช้ยาที่เข้าขิงนั้น ขิงแห้ง ขิงแคลง หรือขิงอื่นอีกที่มีนั้น มีความสำคัญต่อการรักษาด้วย อันนี้ภูมิปัญญาของหมอแผนไทยยุคนี้เช้าใจคิดใหมันลึกลงไปซึ่งดี เพราะคุณภาพจะเกิด
เอาละ สำหรับหลวงพ่อเชื่อว่า เหง้าขิงแห้งคือเหง้าขิงแห้ง เพราะเมื่อตอนเด็ก ๆ ท่านเคยรักาษาและให้ยาเข้าขิง ท่านทำให้หลวงพ่อหายป่วยได้ โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลพึ่งยาไทย จากกวาดแสนหมึก ยาหอม ยาเขียว เบญจกูล จวบจนอายุ ๓๐ ปีล่วงแล้ว จึงใช้แผนปัจจุบันแทนแผนไทย
มาบัดนี้ เมื่ออายุมากขึ้น เห็นว่าแพทย์แผนไทยมีค่าขึ้นอีก เพราะมันสอดคบล้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และปัญหาเรื่องสารเคมีครองโลก
ฉะนั้นจึง ขอให้ความเห็นว่า คุณภาพของขิงแห้งและขิงสดนั้นต่างกันแน่นอน เพราะเมื่อสิ่งที่สดถูกทำให้แห้งแล้ว โดยหลักทั่วไปสารบางอย่างจะหมดไปด้วยจากตัวยาที่สดอยู่ ส่วนมากพบว่าจริง เช่น เราพบว่า เอายาสิ่งที่เปียกสับผสมกันและต้มยาต้ม ยาสดต้มเสร็จจะเสียเร็วกว่า โดยไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์พิสูจน์ และยาที่ต้มเสร็จนั้นบูดง่ายกว่าเครื่องยาที่แห้ง ส่วนเอาส่วนที่ตัวยาแห้งแล้วต้มนั้ ยาจะเสียหรือบูดช้า
ฉะนั้นในประเด็นนี้ เหง้าขิงแห้งก็คือเหง้าขิงแห้ง ตามตำรา คงไม่ได้มีความหมาเป็นอื่น และขิงตัวนี้ก็คือขิงพื้นบ้าน ที่ใช้แกงกินกันตามปกตินั้นเอง มิใช่ขิงอะไรที่เป้นพิเศษไปกว่า เหมือนการปรุงยาที่เข้า ผลสมอ เพราะสมอมีหลายชนิดหมอยาจึงจะรู้ แต่ขิงนี้พิสูจน์ง่าย รส ตัวยา ประเภท ชนิด ที่กำหนดว่าอะไรเป็นเป็นเหง้าขิงแห้ง
จึงบอกกล่าวมาเป็นความคิดเห็นเพื่อเป็นประเด็นช์ดเจน มีสรรพคุณและตัวยาได้มีจุดยืนเพื่อยึดถือ ใช้สำหรับคนรุ่นต่อไปแอย่างเป็นบรรทัดฐาน ต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย
เจิญพร
หลวงพ่อระมหามาติณ
เรื่องเกี่ยวกับขิง
กราบนมัสการหลวงพ่อพระมหามาติณ ถีนิติ นศ ปโท มหิดล ด้วยความเคารพยิ่ง
รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่หลวงพ่อได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับขิงแห้ง เวปนี้จะได้มีการแสดงความคิดเห็นให้กว้างขวางเกี่ยวกับภูมิปัญญารักษาโรคของ ไทย ยุคสมัยนี้เป็นยุคของข่าวสารและการเปิดใจรับฟังเรื่องราวและประสบการณ์ที่ หลากหลาย ทุกความเห็นจึงเป็นความเห็นที่มีคุณค่าในตัวเอง เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสนใจในแพทย์แผนไทยได้มาต่อยอดทางความคิด
ดิฉันเป็นแพทย์แผนไทยรุ่นใหม่ ตำรับตำราแพทย์แผนไทยที่มีอยู่ก็ไม่สมบูรณ์ พวกเราได้รับการถ่ายทอดวิชาอย่างขาดๆ ไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการ ดังนั้นประสบการณ์จริงในการรักษาและการใช้สมุนไพร จึงต้องแสวงหาเก็บเกี่ยวเอาเองด้วยความพินิจพิเคราะห์ ส่วนใหญ่เอาตนเองเป็นหนูทดลองยา
เรื่องของขิงแห้งที่นำมาเสนอ ก็เกิดจากปัญหาจริงที่ต้องขบคิดว่าจะใช้ขิงแห้งอย่างที่ขายในตลาดยาหรือไม่ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างตัวยาเบญจกูล ซึ่งเป็นยาบำรุงและปรับธาตุ ส่วนของยาเสมอภาคดังนี้
ดอกดีปลี เป็นตัวยาประจำธาตุดิน มีรสเผ็ดขมซ่า
รากช้าพลู เป็นตัวยาประจำธาตุน้ำมีรสเผ็ดร้อน
รากเจตมูลเพลิง เป็นตัวยาประจำธาตุไฟ มีรสร้อนแรง
เถาสะค้าน เป็นตัวยาประจำธาตุลม มีรสร้อนปร่า
เหง้าขิงแห้ง เป็นตัวยาประจำอากาศธาตุ
หากให้คนไข้ทานยาเบญจกูลเพื่อบำรุงธาตุ โดยใช้ขิงแห้งอย่างที่ใช้กันทั่วไป ยาเบญจกูลชุดนี้จะมีความร้อนมาก จนคนไข้รับไม่ได้ ต้องใช้ยาขับปัสสาวะเข้ามาช่วย แต่หากเปลี่ยนเป็นเหง้าขิงแคลง ซึ่งภาษาอาจเพี้ยนเป็นเหง้าขิงแห้ง เบญจกูลชุดนี้จะทำให้ความร้อนกระจายทั่วร่างกาย เพราะเหง้าขิงแคลงมีรสร้อนปร่าคล้ายข่าหลวง (สรรพคุณเหง้าขิงแคลง มีรสอันหวานเผ็ดร้อนขม แก้ลมพรรดึก แก้ไข้จับ แก้นอนมิหลับ แก้ลมพานไส้ แก้ลมแน่นในทรวง แก้ลมเสียดแทงคลื่นเหียน)
ยาคูนธาตุสูตรนวทวาร มีตัวยาเหง้าขิงแห้งน้ำหนักถึง 9 บาท ถ้าใช้ขิงแห้งทั่วไป (ขิงบ้านสดๆไปตากแห้ง) ยาชุดนี้จะร้อนสุดๆ คนไข้ที่ต้องการฟื้นฟูธาตุ จะรับได้หรือ นี่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่เป็นจริง
ดิฉันนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะได้รับฟังเรื่องราวการใช้ยาเบญจกูล แล้วทำให้คนไข้ทรุดหนัก เรื่องนี้ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวยาว่าใช้ตัวยาถูกตัวหรือไม่
อยากให้ผู้มีประสบการณ์อื่นๆมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้หาข้อสรุปต่อไป
ขิงแห้ง-ขิงแคลง
เรื่องนี้ก็เคยเป็นคำถามสำหรับผู้เขียน และสอบถามอาจารย์ผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่หมอโบราณพื้นบ้าน ได้ความว่าเป็นคนละตัวกัน ขิงแคลงเป็นขิงป่า ขิงแห้เป็นขิงบ้านตากแห้ง ความต่างนั้นย่อมมี เฉกเช่นหมูป่า กับหมูบ้าน สัตว์ หรือพืชที่ได้รับการเลี้ยงดู กับสัตว์หรือพืชที่เติบโตเอง ต้องดำรงชีพเองย่อมมีความเข้ม แข็ง แกร่งกว่าเป็นธรรมดา
ส่วนที่ว่าสรรพคุณขิงสด กับขิงแห้งต่างกันนั้น อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นตัวเดียวกันนั้น ไม่จำเป็น เช่น หลวงพ่อท่านว่าไว้ และมีในตำรา ดอกดีปลีสด กับดอกดีปลีแห้งก็มีสรรพคุณไปคนละทาง ผู้เขียนจำไม่ได้ชัดเจน จึงไม่ขอกล่าวรายละเอียด แต่ลองอ่านในคัมภีร์วรโยคสาร หรือตำราเวชศึกษาของขุนนิทเทส สุขกิจ เป็นองค์ความรู้จากอายุรเวทอินเดียค่ะ
ขิงแห้ง-ขิงแคลงเพิ่มเติม
ลืมบอกไปค่ะว่า เคยมีโอกาสได้ใช้ขิงแคลง ลักษณะจะคล้ายขิงบ้านตากแห้งอยู่ แต่กลิ่นจะหอมกว่า ส่วนรสก็คล้ายๆ กัน อาจจะมีเข้มข้นกว่าหน่อยแต่ไม่ได้เผ็ดน้อยกว่าขิงบ้านแก่ๆตากแห้ง การเข้ายาเบญจกูลนั้น ต้องมีการพิจารณาก่อนใช้ ไม่ใช่เฉพาะขิง เพราะพิกัดเบญจกูลเป็นพิกัดยาปรับธาตุ ต้องปรับตามธาตุ ถ้าตำราบอกพิกัดเบญจกูล ใช้เสมอภาค แต่ถ้าเป็นมหาพิกัดเบญจกูลต้องพิจารณาว่าใช้กับผู้ป่วยภาวะธาตุใดหย่อน-กำเริบ-พิการ, ใช้ในฤดูใด เป็นต้น
กรดวิตมินA
ทราบมาว่ากรดวิตมินA ช้วยยับยั้งการเกิดสิวจริงใหมค๊ะ
เรื่องสิว
กรดวิตามิน เอ ที่พูดถึงคงหมายถึง สารสังเคราะห์ในกลุ่ม เรตินอยด์(retinoids) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ วิตามิน เอ ในรูปที่เป็นกรด รู้จักในชื่อของ เรติโนอิค แอซิด ( Retinoic acid) ซึ่งทางการแพทย์แผนปัจจุบันใช้เป็นยารักษาสิวที่มีอาการรุนแรง( ที่เกิดจากเชื้อ acne vulgaris และ keratosis pilaris) มักผลิตในรูปของครีมหรือเจล
สำหรับการแพทย์แผนไทยมีความเห็นเกี่ยวกับสิวว่า เกิดจาก โลหิตและน้ำเหลืองพิการ ซึ่งมักเกิดกับวัยรุ่นที่เริ่มแตกเนื้อสาวหรือเป็นหนุ่มที่ฮอร์โมนภายในร่าง กายเปลี่ยนแปลง ทำให้โลหิตและน้ำเหลืองเสียสมดุลย์ การควบคุมไขมันในร่างกายเสียไป มีผลให้ต่อมไขมันที่ผิวต้องขับไขมันออกมามาก ถ้าดูแลผิวหนังไม่ดีพอ อาจทำให้เกิดการหมักหมมและอุดตันที่รูขุมขนได้ง่าย อาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบที่รูขุมขนขึ้น ซึ่งก็คือสิวนั่นเอง
การแก้ปัญหาตามแนวทางของแพทย์แผนไทย
1.ปรับโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ
2.รักษาความสะอาดของผิวไม่ให้มีการอุดตันและติดเชื้อ ถ้าเราเอาใจใส่ดูแลผิวให้ดีจะไม่ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง
วิธี การดูแลผิวตามแนวทางการแพทย์แผนไทยนั้น เป็นภูมิปัญญาที่มีมานานซึ่งท่านสามารถสอบถามได้จากชาวบ้านหรือผู้รู้ทั่วไป แต่ในที่นี้ ผู้เขียนใคร่นำสิ่งที่ได้รู้มาบางส่วนมาเสนอไว้ ณ.ที่นี้
การดูแลผิวหน้าที่เป็นสิว
1.ทำความ สอาดผิวหน้า ใช้น้ำฝักส้มป่อยหรือมะขามเปียกล้างหน้า(ไม่ต้องใช้เข้มข้น) ทุกวัน จะช่วยลดไขมันส่วนเกินบนผิวหน้าได้ดี (หรือสมุนไพรตัวอื่นๆที่ช่วยลดไขมันและไม่เป็นอันตรายต่อผิว)
2.พอกหน้า ด้วย แป้งดินสอพองผสมน้ำมะนาวและผงขมิ้น พอกไว้สัก 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2- 3 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพและการอุดตันรูขุมขนได้ นอกจากนี้ยังช่วยฆ่าเชื้อและดูดซับไขมันส่วนเกินออกไปด้วย
3.เมื่อทำความสะอาดใบหน้าเสร็จเช็ดให้แห้ง แล้วทาผิวด้วยเจลว่านหางจะระเข้(เอาแต่เจลอย่าให้มียางติดมา) ทำอย่างนี้ เช้า – เย็น
ก็จะไม่เกิดสิว หรือถ้าเป็นก็จะน้อยมาก
ข้อควรระวังในการดูแลผิว
1.ต้องไม่แกะสิว
2.ระมัดระวังเรื่องการใช้เครื่องสำอางและแชมพูซึ่งอาจมีผลให้เกิดระคายเคืองหรืออุดตันของผิวได้
3.ไม่ปล่อยให้ผิวมีน้ำมันเยิ้มหรือมีฝุ่นเกาะนานๆ เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
คุณสีดา