สภาพพื้นฐานร่างกายของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งกำหนดแนวโน้มของการเจ็บป่วย ตัวอย่างเช่นกลุ่มกผะเจ้าเรือนก็มีแนวโน้มของการเจ็บป่วยด้วยโรคของกผะ นั่นก็คือมักถูกรบกวนด้วยอาการทอนซิลอักเสบ,โพรงไซนัสอักเสบ,โรคหลอดลมอักเสบและเสมหะคับคั่งภายในปอด เช่นเดียวกันกลุ่มปิตตะเจ้าเรือน ก็มักมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำดี,ถุงน้ำดี,โรคเกี่ยวกับตับ,กรดที่ล้นเกิน แผลในกระเพาะอาหาร,โรคกระเพาะอาหารอักเสบ มีภาวะบวม,อักเสบต่างๆได้ง่าย กลุ่มวาตะเจ้าเรือนร่างกายอุดมไปด้วย ลม,ก๊าซ,การรับรู้ต่อความเจ็บปวดต่ำ จึงมักมีปัญหาภาวะโรคข้ออักเสบ,อัมพาตและการปวดตามแนวเส้นประสาท..
การเสียสมดุลยในตำแหน่งลำไส้ใหญ่ทำให้กลุ่มวาตะเกิดโรคอย่างแน่นอนทำนองเดียวกันกลุ่มปิตตะก็จะสาเหตุจากลำไส้เล็ก,กลุ่มกผะก็จะมีสาเหตุภายในกระเพาะอาหาร... การเจ็บป่วยที่มาจากการเสียสมดุลยนั้นบางครั้งอาจเกิดจากภาวะการมองโลกในแง่ร้ายแล้วสั่งสมภาวะนั้นตกตะกอนไว้ในจิตใต้สำนึก(เช่น ความโกรธ,ความกลัวและความยึดมั่นถือมั่น) การสั่งสมเหล่านี้ส่งผลเสียถึงร่างกาย...
การเก็บกดและความกลัวทำให้วาตะยุ่งเหยิง ความโกรธมีผลกระทบต่อปิตตะ ความอิจฉา,ความโลภ ความยึดมั่นถือมั่นทำให้กผะแย่ลง การเสียสมดุลยของตรีโทษกระทบต่อภาวะโดยธรรมชาติของร่างกายและเป็นเหตุเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ในบางครั้งการเสียสมดุลยส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยทางกายก่อนแต่บางขณะก็แสดงออกทางจิต ร่างกายมวลกายเนื้อเยื่อต่างๆนั้นมีสาเหตุให้เกิดโทษได้ก็เนื่องจากอาหาร (เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะธาตุเจ้าเรือนและทำให้เจ้าเรือนเสียสมดุลย) ถิ่นที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (ภูมิอากาศฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง) ยกตัวอย่างเช่น วาตะแสดงออกในรุปแบบความกลัว,ความเกลียดและความคับแคบของจิตใจ ปิตตะภายในร่างกายที่มากเกินก็แสดงออกในสภาวะความโกรธ,ความเกลียด(ความชิงชัง)และความริษยา กผะที่แย่ลงก็แสดงออกในภาวะความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ,ความโลภและการยึดมั่นถือมั่น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโภชนาการ,พฤติกรรม,สภาพแวดล้อมและอารมณ์เชิงลบต่างๆ ความเสื่อมของร่างกายนั้น วาตะ-ปิตตะ-กผะ ทำให้เกิดของเสีย(อามะ/สิ่งซึ่งร่างกายไม่ต้องการแล้ว)ที่ร่างกายต้องขับออกจากร่างกายในระหว่างกระบวนการนี้ทำให้เกิดเถ้าจากของเสียต่างๆขึ้นรอการขับออก ถ้าร่างกายมีจุดบอด(จุดที่อ่อนแอ) เถ้าต่างๆนี้จะถูกสะสมไว้ที่จุดบอดนั้นๆ และถ้าพื้นที่ที่ถูกสะสมนั้นเสื่อมโทรมอ่อนแอลงการเจ็บป่วยหรือโรคก็จะปรากฎอาการที่ส่วนนั้นของร่างกาย...
อัคนี กุญแจแห่งสุขภาพที่ดีหรือโรคภัยไข้เจ็บ... อัคนีเป็นไฟในกระบวนชีวภาพของร่างกายซึ่งทำให้เกิดการสร้างและย่อยสลาย เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน ทำนองเดียวกับการทำงานของปิตตะ (ปิตตะเป็นภาพใหญ่ อัคนีเป็นส่วนย่อยๆ ในภาพใหญ่นั้น) อัคนี เป็นส่วนประกอบหนึ่งของกระบวนการปิตตะ คล้ายๆเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการย่อยอาหารเพื่อการดูดซึมสารอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย ปิตตะควบคุมดูแลอุณหภูมิองค์ความร้อนในการเผาผลาญอาหาร องค์ความร้อนของพลังงานนี้แหล่ะคือ อัคนี ปิตตะและอัคนีเป็นสิ่งสำคัญคล้ายๆ ความแตกต่างที่ทับซ้อนกันอยู่ นั่นคือ ปิตตะแสดงถึงการทำงานในกระเพาะอาหาร ขณะที่อัคนีเป็นไฟย่อยอาหาร อัคนีเป็นกรดโดยธรรมชาติและมันมีหน้าที่ย่อยสลายอาหารและเป็นตัวกระตุ้นในการดูดซึมสารอาหาร
อัคนีมีส่วนสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของวาตะเพราะว่าลมภายในร่างกายเกิดขึ้นจากไฟในร่างกาย ภายในเนื้อเยื่อทุกๆเนื้อเยื่อ, เซลล์ทุกเซลล์,อัคนีเป็นสิ่งปรากฏอยู่และมีความจำเป็นหลักต่อการหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นหลักในระบบภูมิคุ้มกันอัตโนมัติของร่างกาย อัคนี กำจัด แบคทีเรียที่แปลกปลอมและสิ่งที่เป็นพิษต่อกระเพาะอาหาร,ลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่ ด้วยวิถีเช่นนี้ อัคนีจึงปกป้องส่วนต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติการมีอายุยืนยาวขึ้นอยู่กับการทำงานของอัคนี ความฉลาดในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ,ไหวพริบปฏิภาณและการหยั่งรู้เป็นมิติการทำงานของอัคนี สภาพสีผิวได้รับการหล่อเลี้ยงจากอัคนี การทำงานของน้ำย่อยต่างๆ การดูดซึมสารอาหารเพื่อสร้าง,สลายเนื้อเยื่อต่างๆขึ้นอยู่กับการทำงานของอัคนี อัคนีทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระเบียบ,ระบบ ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ขบวนการในการย่อยอาหาร,การดูดซึม การนำไปใช้ในส่วนต่างๆของร่างกายได้ราบรื่นไม่เกิดการติดขัด เมื่อใดอัคนีเสียสมดุลย(หรืออ่อนกำลัง) เนื่องจากการเสียสมดุลยของตรีโทษ ขบวนการย่อย,การสร้างเสริมของร่างกายถูกกระทบอย่างรุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอ ธาตุสารอาหารไม่สามารถถูกย่อยสลายล,ดูดซึมได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าสิ่งตกค้าง(จากการย่อยอย่างผิดปกตินั้น) จะตกค้างในลำไส้ใหญ่กลายเป็นสิ่งโสมม,ลามก,เหนียว,หนืด สิ่งเหล่านี้เองที่เรียกว่า อามะ สะสมในลำไส้เล็กและช่องทางต่างๆของร่างกาย เช่น ช่องอณูต่างๆและหลอดเลือด เมื่อการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นพิษสะสมในร่างกาย พิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและทั้งระบบการไหลเวียน รวมตัวกันสะสมอยู่ในส่วนของร่างกายที่อ่อนแอ(หรืออวัยวะที่อ่อนแอ) ตำแหน่งที่เกิดการสะสมนั้นทำให้เกิดการเกร็ง,การหดตัวของกล้ามเนื้อ,การอุดตัน,การนิ่งหรือเฉื่อยและความอ่อนแอของระบบร่างกาย รวมทั้งลดทอนกลไกภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อ
ในที่สุด การเจ็บป่วยก็แสดงออกมาในระบบที่เสื่อมถอยนั้นๆ เช่น โรคข้ออักเสบ,โรคเบาหวาน,โรคหัวใจและอื่นๆ สาเหตุของการเจ็บป่วยทั้งหมดก็คือ อมะ สาเหตุของโรคต่างๆ ล้วนวิวัฒนาการมาจาก อมะ ตัวอย่างเช่น เมื่อใดก็ตามอาหารที่ไม่เหมาะสมย่อยสลายเข้าสู่ร่างกายโดยอัคนี แปรสภาพเป็นพิษหรือของเสีย(เรียกว่าอมะ)นั้น เกิดขึ้นจากอาหารที่ถูกย่อยโดยการสันดาปไม่สมบูรณ์ ถ้าลิ้นมีภาวะปกคลุมด้วยฝ้าขาว จะสะท้อนอมะที่อยู่บริเวณลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่หรือกระเพาะอาหารได้มีการเกิดขึ้นแล้ว และสะท้อนให้รับรู้ได้ด้วยการสร้างสิ่งปกคลุมลิ้น(ฝ้า)อมะจะเกิดพัฒนาการขึ้น เมื่อการทำงานของอัคนีไม่สมบูรณ์หรืออ่อนล้า เมื่อใดก็ตาม ถ้าการทำงานของอัคนีมากเกินไปย่อมทำให้เกิดการเสียหายเช่นกัน
เมื่อใดที่อัคนีทำงานมากเกินไป ขบวนการย่อยอาหารหรือการสันดาปที่มากเกินนั้นธาตุสารอาหารรวมทั้งเนื้อเยื่อจะถูกทำให้แตกสลายด้วยกระบวนการชีวเคมีเป็นผลให้ร่างกายซูบผอม การเก็บกดอารมณ์ทำให้วาตะเสียสมดุลยส่งผลร้ายต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย(อัคนี) เมื่ออัคนีลดต่ำลง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันย่อมเกิดขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดภาวะแพ้ต่างๆ เช่น ละอองเกสร,ฝุ่นและกลิ่นดอกไม้ เพราะว่า ภาวะภูมิแพ้นี้สัมพันธ์กับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งแต่ละบุคคล อาจจะเป็นโดยกำเนิดหรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่เกิดซ้ำซากอยู่เป็นประจำ ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีกำเนิดเจ้าเรือนปิตตะจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อความร้อนอาหารรสจัด สิ่งเหล่านี้ทำให้ปิตตะแย่ลง เช่นเดียวกัน การอดกลั้นของปิตตะอารมณ์(อารมณ์ร้อน) เช่น ความเกลียด,ความโกรธ ประกอบกับอาหารนั้นทำให้ปิตตะแย่ลงเร็วมากขึ้น กลุ่มที่มีเจ้าเรือนกผะจะมีปฏิกิริยาที่ไวมากกับอาหารซึ่งทำให้กผะแย่ลงเช่นกัน
อาหารที่กระทบต่อเจ้าเรือนกผะที่ได้รับทุกวันทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น การไอ,เสมหะมากและหายใจลำบาก,การแพ้อากาศ การเก็บกักอารมณ์กผะเช่น การยึดติด,ความโลภ(ความตะกละตะกลาม)จะส่งเสริมปฏิกิริยาจากอาหารที่ทำให้กผะแย่นั้น
อายุรเวทกล่าวไว้ว่า การไม่จดจ่อในอารมณ์นั้นๆ ทำให้ภาวะภูมิแพ้นั้นหายได้เมื่ออารมณ์นั้นๆ ถูกระงับลง ความวุ่นวายสับสนภายในจิตใจได้กำราบอย่างเด็ดขาดและสุดท้ายแล้วส่งผลถึงขบวนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้น...