อ่านแล้วเล่าตอนที่๑๔..แนวโน้มของการเจ็บป่วย

สภาพพื้นฐานร่างกายของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งกำหนดแนวโน้มของการเจ็บป่วย ตัวอย่างเช่นกลุ่มกผะเจ้าเรือนก็มีแนวโน้มของการเจ็บป่วยด้วยโรคของกผะ นั่นก็คือมักถูกรบกวนด้วยอาการทอนซิลอักเสบ,โพรงไซนัสอักเสบ,โรคหลอดลมอักเสบและเสมหะคับคั่งภายในปอด  เช่นเดียวกันกลุ่มปิตตะเจ้าเรือน ก็มักมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำดี,ถุงน้ำดี,โรคเกี่ยวกับตับ,กรดที่ล้นเกิน แผลในกระเพาะอาหาร,โรคกระเพาะอาหารอักเสบ มีภาวะบวม,อักเสบต่างๆได้ง่าย  กลุ่มวาตะเจ้าเรือนร่างกายอุดมไปด้วย ลม,ก๊าซ,การรับรู้ต่อความเจ็บปวดต่ำ จึงมักมีปัญหาภาวะโรคข้ออักเสบ,อัมพาตและการปวดตามแนวเส้นประสาท..

การเสียสมดุลยในตำแหน่งลำไส้ใหญ่ทำให้กลุ่มวาตะเกิดโรคอย่างแน่นอนทำนองเดียวกันกลุ่มปิตตะก็จะสาเหตุจากลำไส้เล็ก,กลุ่มกผะก็จะมีสาเหตุภายในกระเพาะอาหาร...  การเจ็บป่วยที่มาจากการเสียสมดุลยนั้นบางครั้งอาจเกิดจากภาวะการมองโลกในแง่ร้ายแล้วสั่งสมภาวะนั้นตกตะกอนไว้ในจิตใต้สำนึก(เช่น ความโกรธ,ความกลัวและความยึดมั่นถือมั่น)   การสั่งสมเหล่านี้ส่งผลเสียถึงร่างกาย...  

การเก็บกดและความกลัวทำให้วาตะยุ่งเหยิง   ความโกรธมีผลกระทบต่อปิตตะ   ความอิจฉา,ความโลภ   ความยึดมั่นถือมั่นทำให้กผะแย่ลง  การเสียสมดุลยของตรีโทษกระทบต่อภาวะโดยธรรมชาติของร่างกายและเป็นเหตุเริ่มต้นของการเจ็บป่วย    ในบางครั้งการเสียสมดุลยส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยทางกายก่อนแต่บางขณะก็แสดงออกทางจิต  ร่างกายมวลกายเนื้อเยื่อต่างๆนั้นมีสาเหตุให้เกิดโทษได้ก็เนื่องจากอาหาร (เช่น  การรับประทานอาหารที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะธาตุเจ้าเรือนและทำให้เจ้าเรือนเสียสมดุลย)  ถิ่นที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (ภูมิอากาศฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง)          ยกตัวอย่างเช่น วาตะแสดงออกในรุปแบบความกลัว,ความเกลียดและความคับแคบของจิตใจ   ปิตตะภายในร่างกายที่มากเกินก็แสดงออกในสภาวะความโกรธ,ความเกลียด(ความชิงชัง)และความริษยา     กผะที่แย่ลงก็แสดงออกในภาวะความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ,ความโลภและการยึดมั่นถือมั่น    ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโภชนาการ,พฤติกรรม,สภาพแวดล้อมและอารมณ์เชิงลบต่างๆ   ความเสื่อมของร่างกายนั้น  วาตะ-ปิตตะ-กผะ ทำให้เกิดของเสีย(อามะ/สิ่งซึ่งร่างกายไม่ต้องการแล้ว)ที่ร่างกายต้องขับออกจากร่างกายในระหว่างกระบวนการนี้ทำให้เกิดเถ้าจากของเสียต่างๆขึ้นรอการขับออก  ถ้าร่างกายมีจุดบอด(จุดที่อ่อนแอ) เถ้าต่างๆนี้จะถูกสะสมไว้ที่จุดบอดนั้นๆ    และถ้าพื้นที่ที่ถูกสะสมนั้นเสื่อมโทรมอ่อนแอลงการเจ็บป่วยหรือโรคก็จะปรากฎอาการที่ส่วนนั้นของร่างกาย...

อัคนี  กุญแจแห่งสุขภาพที่ดีหรือโรคภัยไข้เจ็บ...  อัคนีเป็นไฟในกระบวนชีวภาพของร่างกายซึ่งทำให้เกิดการสร้างและย่อยสลาย เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน  ทำนองเดียวกับการทำงานของปิตตะ (ปิตตะเป็นภาพใหญ่ อัคนีเป็นส่วนย่อยๆ ในภาพใหญ่นั้น)  อัคนี เป็นส่วนประกอบหนึ่งของกระบวนการปิตตะ  คล้ายๆเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการย่อยอาหารเพื่อการดูดซึมสารอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย   ปิตตะควบคุมดูแลอุณหภูมิองค์ความร้อนในการเผาผลาญอาหาร  องค์ความร้อนของพลังงานนี้แหล่ะคือ อัคนี   ปิตตะและอัคนีเป็นสิ่งสำคัญคล้ายๆ  ความแตกต่างที่ทับซ้อนกันอยู่  นั่นคือ  ปิตตะแสดงถึงการทำงานในกระเพาะอาหาร  ขณะที่อัคนีเป็นไฟย่อยอาหาร  อัคนีเป็นกรดโดยธรรมชาติและมันมีหน้าที่ย่อยสลายอาหารและเป็นตัวกระตุ้นในการดูดซึมสารอาหาร

อัคนีมีส่วนสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของวาตะเพราะว่าลมภายในร่างกายเกิดขึ้นจากไฟในร่างกาย  ภายในเนื้อเยื่อทุกๆเนื้อเยื่อ, เซลล์ทุกเซลล์,อัคนีเป็นสิ่งปรากฏอยู่และมีความจำเป็นหลักต่อการหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นหลักในระบบภูมิคุ้มกันอัตโนมัติของร่างกาย  อัคนี กำจัด แบคทีเรียที่แปลกปลอมและสิ่งที่เป็นพิษต่อกระเพาะอาหาร,ลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่  ด้วยวิถีเช่นนี้   อัคนีจึงปกป้องส่วนต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติการมีอายุยืนยาวขึ้นอยู่กับการทำงานของอัคนี   ความฉลาดในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ,ไหวพริบปฏิภาณและการหยั่งรู้เป็นมิติการทำงานของอัคนี  สภาพสีผิวได้รับการหล่อเลี้ยงจากอัคนี  การทำงานของน้ำย่อยต่างๆ  การดูดซึมสารอาหารเพื่อสร้าง,สลายเนื้อเยื่อต่างๆขึ้นอยู่กับการทำงานของอัคนี  อัคนีทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระเบียบ,ระบบ  ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ  ขบวนการในการย่อยอาหาร,การดูดซึม  การนำไปใช้ในส่วนต่างๆของร่างกายได้ราบรื่นไม่เกิดการติดขัด    เมื่อใดอัคนีเสียสมดุลย(หรืออ่อนกำลัง)  เนื่องจากการเสียสมดุลยของตรีโทษ ขบวนการย่อย,การสร้างเสริมของร่างกายถูกกระทบอย่างรุนแรง  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอ   ธาตุสารอาหารไม่สามารถถูกย่อยสลายล,ดูดซึมได้อย่างสมบูรณ์  ถ้าสิ่งตกค้าง(จากการย่อยอย่างผิดปกตินั้น) จะตกค้างในลำไส้ใหญ่กลายเป็นสิ่งโสมม,ลามก,เหนียว,หนืด   สิ่งเหล่านี้เองที่เรียกว่า  อามะ  สะสมในลำไส้เล็กและช่องทางต่างๆของร่างกาย เช่น  ช่องอณูต่างๆและหลอดเลือด   เมื่อการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นพิษสะสมในร่างกาย  พิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและทั้งระบบการไหลเวียน   รวมตัวกันสะสมอยู่ในส่วนของร่างกายที่อ่อนแอ(หรืออวัยวะที่อ่อนแอ)  ตำแหน่งที่เกิดการสะสมนั้นทำให้เกิดการเกร็ง,การหดตัวของกล้ามเนื้อ,การอุดตัน,การนิ่งหรือเฉื่อยและความอ่อนแอของระบบร่างกาย  รวมทั้งลดทอนกลไกภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อ

ในที่สุด  การเจ็บป่วยก็แสดงออกมาในระบบที่เสื่อมถอยนั้นๆ เช่น โรคข้ออักเสบ,โรคเบาหวาน,โรคหัวใจและอื่นๆ  สาเหตุของการเจ็บป่วยทั้งหมดก็คือ อมะ  สาเหตุของโรคต่างๆ  ล้วนวิวัฒนาการมาจาก อมะ  ตัวอย่างเช่น   เมื่อใดก็ตามอาหารที่ไม่เหมาะสมย่อยสลายเข้าสู่ร่างกายโดยอัคนี  แปรสภาพเป็นพิษหรือของเสีย(เรียกว่าอมะ)นั้น  เกิดขึ้นจากอาหารที่ถูกย่อยโดยการสันดาปไม่สมบูรณ์    ถ้าลิ้นมีภาวะปกคลุมด้วยฝ้าขาว  จะสะท้อนอมะที่อยู่บริเวณลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่หรือกระเพาะอาหารได้มีการเกิดขึ้นแล้ว และสะท้อนให้รับรู้ได้ด้วยการสร้างสิ่งปกคลุมลิ้น(ฝ้า)อมะจะเกิดพัฒนาการขึ้น  เมื่อการทำงานของอัคนีไม่สมบูรณ์หรืออ่อนล้า เมื่อใดก็ตาม  ถ้าการทำงานของอัคนีมากเกินไปย่อมทำให้เกิดการเสียหายเช่นกัน

เมื่อใดที่อัคนีทำงานมากเกินไป  ขบวนการย่อยอาหารหรือการสันดาปที่มากเกินนั้นธาตุสารอาหารรวมทั้งเนื้อเยื่อจะถูกทำให้แตกสลายด้วยกระบวนการชีวเคมีเป็นผลให้ร่างกายซูบผอม   การเก็บกดอารมณ์ทำให้วาตะเสียสมดุลยส่งผลร้ายต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย(อัคนี)   เมื่ออัคนีลดต่ำลง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันย่อมเกิดขึ้น  ทำให้ร่างกายเกิดภาวะแพ้ต่างๆ  เช่น  ละอองเกสร,ฝุ่นและกลิ่นดอกไม้   เพราะว่า ภาวะภูมิแพ้นี้สัมพันธ์กับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งแต่ละบุคคล อาจจะเป็นโดยกำเนิดหรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่เกิดซ้ำซากอยู่เป็นประจำ  ตัวอย่างเช่น  บุคคลที่มีกำเนิดเจ้าเรือนปิตตะจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อความร้อนอาหารรสจัด  สิ่งเหล่านี้ทำให้ปิตตะแย่ลง  เช่นเดียวกัน   การอดกลั้นของปิตตะอารมณ์(อารมณ์ร้อน)  เช่น  ความเกลียด,ความโกรธ ประกอบกับอาหารนั้นทำให้ปิตตะแย่ลงเร็วมากขึ้น  กลุ่มที่มีเจ้าเรือนกผะจะมีปฏิกิริยาที่ไวมากกับอาหารซึ่งทำให้กผะแย่ลงเช่นกัน

อาหารที่กระทบต่อเจ้าเรือนกผะที่ได้รับทุกวันทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น   การไอ,เสมหะมากและหายใจลำบาก,การแพ้อากาศ  การเก็บกักอารมณ์กผะเช่น  การยึดติด,ความโลภ(ความตะกละตะกลาม)จะส่งเสริมปฏิกิริยาจากอาหารที่ทำให้กผะแย่นั้น

อายุรเวทกล่าวไว้ว่า การไม่จดจ่อในอารมณ์นั้นๆ  ทำให้ภาวะภูมิแพ้นั้นหายได้เมื่ออารมณ์นั้นๆ ถูกระงับลง  ความวุ่นวายสับสนภายในจิตใจได้กำราบอย่างเด็ดขาดและสุดท้ายแล้วส่งผลถึงขบวนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้น...